EVWorldDrive

เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติในรถยนต์ไฟฟ้า ปัจจุบันไปถึงไหนแล้ว

เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติในรถยนต์ไฟฟ้า ปัจจุบันไปถึงไหนแล้ว
ที่มา: Wikimedia Commons

เทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติเป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ แต่หลายคนยังสับสนว่าปัจจุบันเทคโนโลยีนี้พัฒนาไปถึงระดับไหนแล้วจริง ๆ

ระดับความอัตโนมัติตามมาตรฐาน SAE

องค์กร SAE International แบ่งระดับการขับขี่อัตโนมัติออกเป็น 6 ระดับ ตั้งแต่ Level 0 ที่ไม่มีระบบช่วยเหลือใด ๆ ไปจนถึง Level 5 ที่รถขับเคลื่อนได้เองอย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องมีคนขับ ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าที่วางขายทั่วไปส่วนใหญ่อยู่ที่ Level 2 คือมีระบบช่วยควบคุมพวงมาลัยและความเร็วได้พร้อมกัน แต่ผู้ขับยังต้องพร้อมควบคุมรถตลอดเวลา

ฟีเจอร์ที่ใช้งานได้จริงในปัจจุบัน

รถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นมีฟีเจอร์อย่างระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบปรับตามรถคันหน้า (adaptive cruise control) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (lane keeping assist) และระบบจอดรถอัตโนมัติ ซึ่งทั้งหมดนี้จัดอยู่ใน Level 2 แม้จะเรียกชื่อทางการตลาดที่ฟังดูล้ำหน้ากว่านั้นในบางแบรนด์ก็ตาม

เซ็นเซอร์ที่อยู่เบื้องหลังระบบ

ระบบขับขี่อัตโนมัติอาศัยเซ็นเซอร์หลายชนิดทำงานร่วมกัน ทั้งกล้อง เรดาร์ และในบางระบบมีไลดาร์ (LiDAR) ที่ใช้แสงเลเซอร์สแกนสภาพแวดล้อมรอบตัวรถแบบสามมิติ ข้อมูลจากเซ็นเซอร์เหล่านี้ถูกประมวลผลผ่านชิปคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงเพื่อตัดสินใจควบคุมรถแบบเรียลไทม์

รถทดสอบไร้คนขับที่กำลังพัฒนา

นอกเหนือจากรถที่วางขายทั่วไป ยังมีบริษัทเทคโนโลยีหลายรายที่พัฒนารถทดสอบระดับ Level 4 ซึ่งสามารถขับเคลื่อนได้เองในพื้นที่ที่กำหนดโดยไม่ต้องมีคนขับ ทดสอบให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับในบางเมืองของสหรัฐอเมริกาแล้ว แต่ยังจำกัดอยู่ในพื้นที่ที่มีแผนที่ละเอียดสูงและสภาพถนนที่คุ้นเคย

ข้อจำกัดที่ยังต้องก้าวข้าม

แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปมาก แต่การขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ (Level 5) ที่ใช้งานได้ทุกสภาพถนนทั่วโลกยังเป็นเป้าหมายระยะยาว เนื่องจากต้องรับมือกับสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ เช่น สภาพอากาศเลวร้าย ถนนที่ไม่มีเส้นแบ่งเลนชัดเจน หรือพฤติกรรมของผู้ใช้ถนนที่หลากหลาย ซึ่งยังเป็นความท้าทายทางเทคนิคที่สำคัญ

ผู้ขับยังต้องมีบทบาทสำคัญ

ในปัจจุบันไม่ว่าระบบช่วยขับจะล้ำหน้าแค่ไหน กฎหมายในเกือบทุกประเทศยังกำหนดให้ผู้ขับต้องพร้อมควบคุมรถได้ตลอดเวลา การทำความเข้าใจข้อจำกัดของระบบและไม่ปล่อยมือจากพวงมาลัยโดยประมาทจึงยังเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่มีฟีเจอร์เหล่านี้ในปัจจุบัน